[Review] Wolfenstein II : The New Colossus สมรภูมิละเลงเลือดเหล่านาซีครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่า!

สวัสดีเกมเมอร์ทุกท่านครับ ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ต้องยอมรับเลยว่ามีหลายเกมที่ถูกปล่อยออกมาวางจำหน่ายพร้อมกันอย่างมากมายจนทำให้เลือกเล่นกันไม่ไหวเลยทีเดียว หนึ่งในนั้นคือเกมภาคตอแนวเดินหน้ายิงล้างผลาญจากค่าย Bethesda อย่าง Wolfenstein II : The New Colossus นั่นเอง ซึ่งตอนที่ตัวอย่างเกมเปิดเผยออกมาในงาน E3 ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเกมมันน่าสนใจตรงไหน จนกระทั่งได้ลองเล่นภาค Old Blood และ New Order มา ผมก็ติดใจทันทีครับ เพราะนี่คืออีกหนึ่งเกมแนวเดินยิงที่มันส์และสนุกที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยเล่นมาเลยทีเดียว ถ้าพร้อมแล้วเรามาทำความรู้จักกับเกมนี้กันเลยครับ

*คำเตือน*

สำหรับเกมภาคนี้ถ้าให้นับจริงๆก็เป็นภาคที่ 3 แล้วครับ (ไม่นับเกมภาคเก่าๆเวอร์ชั่นเก่าๆนะ) โดยเนื้อหาถ้าเรียงตามปีที่จำหน่ายนั้น จะเป็น 
  • Wolfenstein : The New Order (2014)
  • Wolfenstein : The Old Blood (2015)
  • Wolfenstein II : The New Colossus (2017)
แต่ถ้าผู้เล่นอยากเล่นเกมแบบเรียงตามเหตุการณ์ในเกมที่เกิดขึ้นจริงก็ให้เล่นตามนี้ครับ
  • Wolfenstein : The Old Blood (2015)
  • Wolfenstein : The New Order (2014)
  • Wolfenstein II : The New Colossus (2017)
กล่าวง่ายๆคือ The Old Blood นั้นเป็นเนื้อเรื่องของเกมภาคแรกสุดเลยแต่ถูกพัฒนาออกมาวางจำหน่ายทีหลัง เหมือนเป็นการย้อนเรื่องราวตามสูตรหนังนั่นแหละครับ ที่พอภาคแรกดัง แต่จะทำภาคต่อแล้วคิดไม่ออกก็เลยย้อนอดีตซะเลย แต่ก็ยังดีนะที่เกมนี้มีภาคต่ออย่างจริงๆจังๆก็คือภาค The New Colossus ที่เรากำลังจะพูดถึงกันอยู่นี่เอง

เนื้อเรื่องของเกมจะเดินเรื่องต่อจากภาค The New Order เลยครับ สำหรับใครที่ไม่ได้เล่นมาก่อน ตัวเกมจะมีคลิปสรุปเรื่องราวทั้งหมดสั้นๆให้ผู้เล่นดูด้วย แต่ทางที่ดีผมแนะนำให้ผู้เล่นเล่นภาคเก่าๆมาก่อนนะครับ จะได้อินไปกับเนื้อเรื่อง และเหตุการณ์หลังจากที่ William B.J Blazkowickz ช่วยเหลือจนเหล่าผู้รอดชีวิตเอาตัวรอดขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปได้จนหมดแล้ว แต่ตัวเขากลับบาดเจ็บหนักจนหนีไม่ไหว ภาคนี้ก็เริ่มต้นจากตรงนั้นเลย เขาได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนๆของเขาเหมือนเดิม และต้องมาพักฟื้นรักษาตัวอยู่ที่ฐานทัพ U-BOAT นานถึง 5 เดือนแต่พวกนาซีเจ้ากรรมก็ยังไม่วายบุกตามมาฆ่าเขาถึงที่ ซึ่งแกนนำก็ไม่ใช่ใคร เจ๊ Frau Engel เจ้าเก่านั่นแหละ งานนี้หลังจากฟื้นขึ้นมาจากการโคม่า ความเท่ของเกมก็บังเกิดเมื่อตัวเอกของเราที่ยังเคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยได้ ได้นั่งรถ Wheelchair ถือปืนไล่ยิงพวกนาซีในเรือ U-BOAT ซะเหี้ยน.. จะมีอะไรเท่ไปกว่านี้อีกละครับผม แหม.. หลังจากนั้นปฏิบัติการทวงอเมริกันชาติจึงเริ่มต้นขึ้น B.J และพรรคพวกกลับมารวมตัวกันอีกครั้งพร้อมวางแผนที่จะก่อสงครามล้างบางเหล่านาซีอีกครั้ง ก่อนที่ B.J. จะรู้ว่า ภรรยาของเขา Anya ตั้งท้องอีกด้วย.. งานนี้ปฏิบัติการนี้จะสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามกันในเกมนะครับ อ่อ ลืมบอก ใครที่อยากรู้ว่าพระเอกของเราอย่าง B.J มันกลายเป็นโคตรนักฆ่าที่ฆ่าคนแบบเลือดเย็นแบบนี้ได้ยังไง ภาคนี้มีคำตอบครับ ลองไปเล่นกันดูนะ
ตายยากตายเย็นจริงๆสำหรับป้า Frau Engel ของเรา
พันธมิตรใหม่ผู้ร่วมกันต่อต้านกองกำลังนาซี
สำหรับเกมนี้รูปแบบการเล่นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากสองภาคก่อนหน้าเลยครับ ยังคงเป็นการเดินหน้ายิงแหลกแบบไม่ยั้งในมุมมอง FPS เหมือนเดิม อาวุธ ชุดเกราะต่างๆ ยังคงอ้างอิงมาจากภาคก่อนหน้าแบบไม่มีผิดเพี้ยน สิ่งที่ผู้เล่นต้องทำความเข้าใจอาจจะเป็นแค่ในส่วนเนื้อเรื่องเท่านั้น ที่สำคัญอาวุธของภาคนี้ยังดูดี ไฮเทคกว่าภาคก่อนหน้านี้มาก และที่น่าเสียดายคือปืนเจาะเหล็กที่ค่อนข้างจะเป็นอาวุธเด่นในภาคที่แล้ว พอมาภาคนี้กลับไม่ค่อยได้ใช้เท่าที่ควร แต่สิ่งต่างๆถูกปรับเปลี่ยนไปมากขึ้นนั้น ก็ทดแทนในส่วนนั้นได้ ความเห็นของผมนั้นมีทั้งส่วนที่ดีขึ้นและแย่ลง ซึ่งเราจะว่ากันไปเป็นหัวข้อเลยครับ
สิ่งหนึ่งที่พัฒนามาจากภาคที่แล้วอย่างเห็นได้ชัดเลยนั่นคือมีการเพิ่มระบบการอัพเกรดอาวุธเข้ามาแล้ว โดยอาวุธทุกอย่างของเรานั้นสามารถอัพเกรดได้แตกต่างกัน อย่างเช่นปืน Submachine Gun ก็สามารถอัพเกรดเพิ่มแม็กกาซีนกระสุนได้ หรืออัพเกรดให้กระสุนกลายเป็นตะปูเจาะเกราะได้ ซึ่งเงื่อนไขในการอัพเกรดนั้นเพียงเราหา Upgrade Kit ที่ซ่อนอยู่ตามฉากดีๆก็จะเอามาอัพเกรดอาวุธได้แล้ว ดังนั้นอย่ามัววิ่งไล่ยิงเพลินจนลืมหา Upgrade Kit ล่ะ บอกเลยว่าสำคัญมากเพราะมันจะทำให้เราต่อกรกับศัตรูระดับใหญ่หรือพวกบอสได้เลยทีเดียว
อาวุธ 1 ชนิดปรับแต่งได้ 3 รูปแบบ
ถ้ามั่นใจแล้วว่าจะอัพเกรดส่วนนี้ก็กดยืนยันไปได้เลย
อาวุธที่อัพเกรดมาบางครั้งก็จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกไปด้วย
ภาคก่อนหน้าเวลาติดภารกิจที่ต้องหาของหรือหาทางไปต่อนี่งงไปหมด เพราะเกมมันแทบไม่บอกอะไรเราเลย โชคดีที่มันเป็นเกมแบบเส้นตรงและฉากไม่ซับซ้อน แต่การที่ต้องมานั่งหาทางไปต่อกับเกมแนวแอ็คชั่นยิงแหลกแบบนี้มันก็ช่างขัดแย้งกันเสียจริง ดังนั้นภาคนี้ระบบแผนที่และระบบนำทางจึงถูกเพิ่มเข้ามาในเกมครับ โดยเมื่อเรากดแผนที่ขึ้นมาแล้วในแผนที่จะมีสัญลักษณ์แทนจุดต่างๆที่มีอยู่ในแผนที่ เช่นบอกว่าตรงนี้มีบันไดนะ ตรงนี้มีจุดสัญญาณเตือนภัยนะ ตรงนี้มีไอเทมนะ ซึ่งมันทำให้สะดวกสบายมากเวลาจะหาของในแผนที่ และเมื่อเคลียร์ศัตรูในฉากนั้นหมด เราสามารถกดเช็คแผนที่อีกทีวา่ยังเหลืออะไรตกหล่นอยู่บ้างนั่นเอง
แผนที่ที่มีรายละเอียดชัดเจนขึ้นแล้ว

ส่วนระบบนำทางนั้น สามารถกด G เพื่อให้ระบบแสดงจุดต่อไปของภารกิจได้ โดยตัวเกมจะแสดงสัญลักษณ์ขึ้นมาพร้อมบอกระยะห่างจากตัวเราไปจนถึงจุดภารกิจ ถือเป็นความสะดวกสบายอย่างมากสำหรับภาคนี้จริงๆครับ เพราะหลายครั้งที่เรางง ไม่รู้จะไปต่อทางไหนในภาคแรกๆ แต่พอมาภาคนี้ ระบบนี้สามารถช่วยเราได้มาก ยิ่งนำมาคู่กับระบบแผนที่ข้างบนแล้ว เลยกลายเป็นการพัฒนาที่ดีมากๆส่วนนึงของตัวเกมภาคนี้เลยทีเดียว แต่ข้อเสียมันก็มีคือมันจะบอกทางเป็นเส้นตรงไปเลย ดังนั้นถ้าเราวิ่งไปแล้วเจอทางตันก็ไม่วายต้องเลี้ยวเลาะหาทางไปต่อกันเอาเองอยู่ดี
กด G เพื่อหาทางไปต่อกันแบบง่ายๆแต่ถ้าทางตันก็หาเองนะ อิอิ
ใครที่เล่นเกมนี้มาน่าจะรู้จักกับระบบ Overcharge นั่นเองครับ ซึ่งการโอเวอร์ชาร์จคือการที่เราเก็บไอเทมจำพวกยาฟื้นฟูพลังชีวิตมาเยอะเกินขีดจำกัดพลังชีวิตที่เรามีได้ ถึงแม้พลังชีวิตเราจะสูงมากจนไปแตะหลัก 200-300 แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะลดลงมาเรื่อยๆจนเหลือแค่ 100 (หรือตามพลังชีวิตสูงสุดที่เรามีได้ในขณะนั้น) โดยในภาคนี้เราจะมีพลังชีวิตสูงสุดอยู่ที่ 100 และเกราะสูงสุดอยู่ที่ 200 เท่านั้น เมื่อเราเก็บไอเทมจำพวกฟื้นพลังชีวิตสูงเกิน 50 จะทำให้เกิดสถานะ Overcharge ขึ้นครับ ซึ่งระบบนี้ก็จะเหมือนกับสองภาคก่อนหน้านั่นแหละครับ พลังชีวิตเราจะลดลงมาเรื่อยๆจนเหลือ 100 ในที่สุด แต่การอัพ PERKS จะทำให้ระยะเวลาที่พลังชีวิตจะลดลงมานั้นช้าลง ช่วยได้มากทีเดียว
สำหรับภาคนี้ระบบที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ภาคแรกเลยคือระบบ PERKS ครับ แต่ที่เปลี่ยนไปคือเงื่อนไขในการปลดล็อคแต่ละ PERKS นั้นง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และไหลลื่นกว่ามากเลยทีเดียวครับ ด้วยความที่ตัวเกมภาคนี้รวดเร็วว่องไวอยู่แล้ว การที่ตัวเกมปรับระบบ PERKS มาให้ปลดล็อคกันได้ง่ายๆแบบนี้เลยจึงเป็นเรื่องดีมาก โดยเงื่อนไขการปลดล็อคภาคนี้ก็ง่ายๆเลย เพียงแค่ยิง Headshot , ฆ่าศัตรูขณะที่พลังชีวิตของเรา Overcharge เป็นต้น ซึ่งเมื่อปลดล็อค PERKS แล้ว ความสามารถจะติดตัวเราไปตลอด ซึ่งผลของ PERKS ก็จะเป็นประโยชน์ในการเล่นให้เราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น พลังชีวิตตอน Overcharge ลดช้าลง (มันจะลดจากเกินขีดจำกัดกลับมาที่ 50 ช้าลง) เก็บสะสมอาวุธระยะประชิดไว้ขว้างใส่ศัตรูได้มากขึ้น หรือแม้แต่ลดความเสียหายจากระเบิด หรือกระสุนต่างๆลงก็ยังมี นับว่า PERKS ภาคนี้นอกจากจะปลดล็อคง่ายแล้วยังมีประโญชน์ในการเล่นสูงมาก ไม่เหมือนภาคเก่าๆที่ปลดล็อคไปก็ช่วยได้นิดหน่อยเท่านั้น
ภาคนี้ไม่ต้องวุ่นวาย ปลดล็อคกันง่ายๆ
ใน Wolfenstein ภาคก่อนหน้า ส่วนมากระบบการต่อสู้จะเน้นการใช้ปืนคู่แบบ Dual เดินหน้าสาดกระสุนใส่ศัตรูอย่างเมามันส์เป็นจุดเด่นของเกม แต่พอมาภาคนี้ มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆนั่นคือการต่อสู้แบบระยะประชิดที่เราสามารถใช้ Hatchet หรือขวานเล็ก เข้าจู่โจมระยะประชิดได้ หรือจะใช้ปาสังหารศัตรูระยะไกลก็ได้ ซึ่งบอกเลยว่าเจ้า Hatchet เนี่ยมันทำให้การต่อสู้ระยะประชิดนั้นดุเดือดและมันส์ขึ้นสุดๆ เพราะภาคนี้การ Stealh Kill จะมี Action การฆ่าที่โหด ดิบ เลือดสาด สาแก่ใจคนเสพความรุนแรงอย่างมาก ดังนั้นหลายครั้งเลยทีเดียวที่เรารู้สึกว่าใช้ปืนมันดิบไม่พอ เดินเข้าไปฟันมันนี่ละ มันส์สุดแล้ว!
บอกเลยว่าระบบการต่อสู้ระยะประชิดภาคนี้มันส์มากๆ
แม้ว่าศัตรูหลักๆแล้วจะเป็นเหล่าทหารนาซี แต่ภาคนี้ก็ยังนำเสนอความแปลกใหม่ของเหล่าศัตรูออกมาได้มากขึ้นอีกนั่นคือเหล่าหุ่นไซบอร์กนาซีที่มีความสามารถโจมตีเราได้อย่างหนักหน่วงทั้งปืนเลเซอร์และปืนไฟระเบิด รวมไปถึงการพุ่งชาร์จใส่เราได้ นอกจากนั้นยังมีหุ่นไซบอร์กที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว และหมาเฝ้ายามที่ภาคก่อนหน้าเป็นเพียงหมาหุ้มเกราะ แต่พอภาคนี้กลายเป็นหมาจักรกลที่ไล่กัดเราอย่างไม่ลดละ รวมไปถึงหากฉากที่มีท่อระบายน้ำ หรือต้องเดินลงไปในน้ำยังจะมีจระเข้โผล่มางับขาเราอีก ถือว่าเป็นอะไรที่ Jump Scare และสะพรึงพอสมควรและน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นจากภาคที่แล้วมากครับ
สิ่งที่ Wolfenstein ทำได้ดีเสมอมาคือการสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างเรากับตัวละครทั้งหลายในเกมครับ ใครที่เล่นภาค Old Blood และ New Order มาจะรู้ว่าทุกตัวละครนั้นมีผลกับอินเนอร์ในการเล่นของเราสูงมากเลยทีเดียว อย่างเช่นบางฉากที่เราช่วยตัวละครนี้มาได้ แต่ทุกคนรอบตัวเขาตายหมด เราเลยอาสาทำหน้าที่ล้างแค้นให้ ผมชื่นชมทีมงานสร้างเกมตรงส่วนนี้มาก เพราะพวกเขาขยี้ได้ถูกจุด สร้างประเด็นให้เรารู้สึกเจ็บแค้นแทนตัวละครเหล่านั้น พอถึงซีนบู๊ที่เราได้เป็นคนควบคุมเอง มันเลยรู้สึกมันส์สะใจอยู่ลึกๆ และทำให้เราเพลิดเพลินไปกับตัวเกมได้อย่างเมามันส์ ซึ่งภาคนี้ก็มีตรงส่วนนี้เช่นกัน แต่ผมขอบอกว่ามันสู้สองภาคแรกไม่ค่อยจะได้ซักเท่าไร เพราะเรามีเวลาผูกพันกับตัวละครมากกว่า ภาคนี้เน้นบู๊เป็นพิเศษ ตัวละครที่ตายก็แทบนับจำนวนคนได้เลย หากพูดกันตามตรงแล้วมันดูจะดรอปตรงส่วนของการสูญเสียลงไป แต่ไปเพิ่มความบู๊ ความมันส์ และการล้างแค้นแบบจัดเต็มของ B.J แทนซะมากกว่า
ชมมาหลายหัวข้อแล้ว มันก็ต้องมีข้อเสียกันบ้าง ถึงแม้ว่ามันจะตอบโจทย์คอเกมแอ็คชั่นเดินหน้าฆ่าแหลกแบบไม่ยั้ง แต่สิ่งที่ทำให้เสน่ห์ของเกมภาคนี้ดูดรอปลงไปอย่างแรกเลยคือเนื้อเรื่องที่ไม่ได้ดูเข้มข้น หม่นดราม่าเหมือนกับภาคก่อนหน้า ซีนดึงอารมณ์ที่ยังมีไม่เยอะพอ แถมยังไม่สุดสักเท่าไรอีกด้วย และนั่นรวมไปถึงฉาก Cutscene บางฉากที่ยืดยาวจนดูเกินความจำเป็น และทำให้เราหาวหวอดๆรอ แถมพอได้เล่นก็ยังบู๊ไม่สะใจก็เติมคัทซีนเข้ามาอีก ตรงจุดนี้ทำให้ผมเสียอารมณ์อยู่หลายครั้งหลายคราว
และใครที่เป็นโรคไม่ถูกกับเกมมุมมอง FPS อาจจะต้องโบกมือบ๊าย บาย เกมนี้เอาได้ง่ายๆ เพราะการควบคุมของเกมนี้มันค่อนข้างจะไหลลื่นจนเกินไปหน่อย ทำให้บางคนเกิดอาการเมา ขณะเล่น หรือแม้กระทั่งโดนศัตรูยิงมาจากไหนบ้างก็ไม่รู้ หันกล้องไปมา รับรองอ๊วกแตกก่อนเล่นจบด่านแหงๆ ยังมีเรื่องของไอเทมที่ให้เก็บในฉากนึงเยอะมากเสียจนไม่รู้จะเก็บอะไร ทั้งกระสุน ยา อาวุธหนักที่สามารถหาได้จากตัวศัตรูเท่านั้น ใช้แล้วหมดไป ต้องโยนทิ้ง นี่ก็เป็นอีกอย่างที่น่ารำคาญ เพราะมันจะมีช่วงหน่วงเวลาที่เราต้องโยนปืนหนักทิ้งก่อน ถึงจะควักเอาอาวุธปกติมาใช้ ทำให้หลายครั้งเราเจ็บตัวไปแบบฟรีๆแต่หากรับข้อเสียพวกนี้ได้แล้วล่ะก็ Wolfenstein II : The New Colossus ถือเป็นเกมแนวแอ็คชั่นเดินหน้ายิงที่เข้มข้นทั้งเนื้อเรื่อง (แม้จะไม่เท่าภาคก่อนหน้าอย่างที่บอกไว้) บทสนทนาต่อล้อต่อคำที่สนุกสนาน รวมไปถึงเสียดสีเล็กๆน้อยๆที่บันเทิงมาก หากไม่นับความกาวบางฉากที่ทำเอาเราอ้าปากเหวอไปกับสิ่งที่เราไม่คิดว่าตัวเกมจะทำออกมาไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็คชั่น ความโหดดิบ หรือแม้กระทั่งฉากตลกโปกฮาที่เราไม่คิดว่าจะกล้าเล่น
สรุปแล้ว Wolfenstein II : The New Colossus เป็นอีกเกมที่คอเกมแอ็คชั่นเดินหน้ายิงจะชอบเพราะความมันส์แบบน็อนสต็อปตลอดตัวเกม และคนที่เสพเนื้อเรื่องก็น่าจะชอบด้วย เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างอ้างอิงถึงเรื่องจริง เหตุการณ์จริง แต่ถ้าเราเหลือบไปมองราคาบน Steam ที่สูงลิ่วถึง 1,940 บาท แถมยังไม่รวม Season Pass แล้วล่ะก็ ผมว่ามันอาจจะแพงเกินไปนิด ใครที่สถานนะการเงินยังขัดสน อาจจะต้องรอลดราคาลงมาสักเล็กน้อย แต่ใครที่เงินพร้อมแล้วอยากมันส์ ผมแนะนำเลยว่าจัดเต็มไปเลย เพราะตัวเกมมันบันเทิงจริงๆในแง่ของการแอ็คชั่นครับ และในครั้งหน้าเราจะพาเกมเมอร์ทุกท่านมารีวิวเกมอะไรอีกละก็ รอติดตามไว้ได้เลยครับ สำหรับวันนี้แอดขอตัวไปนั่งเล่นเกมใหม่ๆก่อนนะ สวัสดีคร้าบ!

Be the first to comment

Leave a comment

Your email address will not be published.


*